คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

รวม 8 สี คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch

16 May 2026

สไตล์ Lepine (เม็ดมะยมด้านบน) ราคา 13,700 บาท

OTTO ROSSO

HUIT BLANC

GREEN EIGHT

BLAUE ACHT

OCHO NEGRO

ORENJI HACHI

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

สไตล์ Savonnette (เม็ดมะยมด้านข้าง) ราคา 14,700 บาท

LAN BA

OTG ROZ

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

คอลเลคชั่น Royal Pop จาก Audemars Piguet x Swatch ทั้ง 8 สี พร้อมดีไซน์สองสไตล์ Lepine และ Savonnette

สายคล้องสำหรับทุกสี ราคา 1,550 บาท

วางจำหน่ายพร้อมกัน 16 พฤษภาคม 2026 นี้ ใน 4 สาขา

Swatch ONE BANGKOK

Swatch CentralWorld

Swatch ICONSIAM

Swatch EMSPHERE

 

จำกัดสิทธิ์ในการซื้อ 1 คนต่อ 1 เรือนต่อวัน เท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม: ถอดรหัสโปรเจกต์ ‘Royal Pop’ การพบกันของ AP x Swatch ที่สั่นสะเทือนวงการนาฬิกา!

#AudemarsPiguetxSwatch #RoyalPop #RoyalOak #APxSwatch #Swatch

Related Posts

Urban Jurgensen Watch on Wrist Luxury Lifestyle 2026

Urban Jürgensen กับการทวงบัลลังก์ ‘Golden Age’ ในโลกนาฬิกาอิสระปี 2026

ในขณะที่โลกปี 2026 หมุนไปข้างหน้าด้วย AI และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่นักสะสมนาฬิกาหลายคนกำลังมองหาสิ่งที่ตรงกันข้ามกันอย่าง “ความประณีตที่สัมผัสได้จากมือมนุษย์” และนี่คือเหตุผลที่กระแส Independent Watchmaking (แบรนด์นาฬิกาอิสระ) ได้ครองใจใครหลายๆคน ไม่ใช่แค่เทรนด์ชั่วคราว แต่ได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการลงทุนในสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่า เพราะนักสะสมยุคนี้ไม่ได้มองหาแค่แบรนด์ที่คนรู้จักแต่เขามองหา “Exclusivity” และ “Artistry” แบรนด์ที่ผลิตนาฬิกาออกมาด้วยจำนวนจำกัด (Limited Production) และมีนวัตกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้เกิดกระแสการค้นหาแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณของช่างนาฬิกาอย่างแท้จริง ท่ามกลางกระแสนาฬิกาอิสระที่ร้อนแรง ชื่อของ Urban Jürgensen ได้ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆในฐานะแบรนด์ที่มี Heritage ยาวนานกว่า 250 ปี (ก่อตั้งในปี 1773) ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกนาฬิกาพกชั้นสูงให้กับราชสำนักเดนมาร์ก หลังจากที่แบรนด์ผ่านการ Rebirth ครั้งล่าสุด ภายใต้การนำของ Kari Voutilainen ปรมาจารย์ช่างนาฬิกาอิสระระดับโลก ที่ปีนี้ขยับบทบาทไปเป็นผู้ถือหุ้นและที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ ทำให้ Urban Jürgensen ในปี 2026 คือจุดตัดที่ลงตัวที่สุดระหว่างตำนานที่ยังมีลมหายใจ อย่างการรักษา DNA จากยุคของ Derek Pratt และนวัตกรรมแห่งอนาคตกับการเปิดตัวกลไก […]

Audemars Piguet Royal Oak Offshore “Black Ceramic”

ตำนานจากปี 1993 ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งในลุค All Black ที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม การตีความดีไซน์ดั้งเดิมใหม่ที่ผ่านการใช้ Black Ceramic ทั้งตัวเรือนและสาย มอบลุคสปอร์ตหรูที่ทั้งน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และทนทานต่อรอยขีดข่วน ครบครันด้วยฟังก์ชัน Chronograph Flyback ขับเคลื่อนด้วยเครื่อง In-house Calibre 4404 พร้อมพลังงานสำรองสูงสุดถึง 70 ชั่วโมง หน้าปัด “Petite Tapisserie” โทนดำล้วน ตัดกับรายละเอียด White Gold อย่างลงตัว เพิ่มมิติ ความคมชัด และความหรูในทุกมุมมอง รุ่นนี้ถูกเปิดตัวในวาระครบรอบ “30 ปีแห่งความสำเร็จ” ของ Royal Oak Offshore นับตั้งแต่ปี 1993 กับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถูกถ่ายทอดผ่านดีไซน์อันเป็นตำนานโดยวัสดุใหม่ ออกมาเป็นเรือนเวลาที่สวยงามและดุดันสุดๆครับ

⏳Neo-Vintage: ทำไมเรือนเวลายุค 90s คือ “จุดสมดุล” ที่น่าสะสมที่สุดในตอนนี้

ในโลกของการสะสมนาฬิกาหรู วันนี้เราไม่ได้มีแค่ตัวเลือกระหว่าง “ของใหม่แกะกล่อง” หรือ “วินเทจจ๋า” อีกต่อไป เพราะตอนนี้กระแสที่มาแรงที่สุดคือ Neo-Vintage (นาฬิกาช่วงปี 1985–2005) มันคือยุค “Technical Revolution” ที่แบรนด์สวิสรวมพลังกันสร้างสรรค์ผลงานเพื่อพิสูจน์คุณค่าของนาฬิกากลไก โดยการนำจิตวิญญาณแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เริ่มมีความทนทานสูงขึ้น ทำไมใครๆ ก็หันมาหา Neo-Vintage? นาฬิกายุคนี้คือเพื่อนคู่ใจที่ใส่ได้ทุกวัน เพราะมันรวบรวมข้อดีที่คุณหาไม่ได้จากยุคอื่นๆ เช่น 1️⃣ Patina ที่เลียนแบบไม่ได้ พรายน้ำ Tritium ยุคนี้จะเปลี่ยนเป็นสีครีมหรือสีส้มตามกาลเวลา ทำให้เรือนของคุณมีเอกลักษณ์ “หนึ่งเดียวในโลก” 2️⃣ Modern Specs เริ่มใช้กระจก Sapphire กันรอย และกลไกที่ตั้งเวลาง่าย ไม่จุกจิกเหมือนนาฬิกาโบราณ 3️⃣ Golden Ratio ก่อนที่โลกจะนิยมไซส์ยักษ์ นาฬิกายุคนี้มักอยู่ที่ 36-40 mm. ซึ่งเป็นขนาด “พิมพ์นิยม” ที่ใส่สบายและดูโก้แบบไม่ต้องตะโกน เรียกว่าตอบโจทย์เทรนด์ Quiet Luxury เลยครับ 5 ไอคอนที่เป็นจุดหมายของนักสะสม 🌟Patek Philippe […]