KING OF ROLEX SPORT

28 April 2022

สวัสดีครับผมวันนี้ Oreintal Horology จะพาทุกคนไปพบกับ 🎉

 “KING OF ROLEX SPORT ” ตัวใหม่หน้าปัดอุกกาบาตจากวัสดุชนิดพิเศษ 🔥🔥

ในงาน Watches&Wonders 2021 ที่ผ่านมา Rolex ได้มีการเปิดตัว ROLEX OYSTER PERPETUAL COSMOGRAPH DAYTONA ที่มาพร้อมการจัดวางหน้าปัดแบบ Tri-Compax  ปัดย่อยสีดำสไตล์ Panda  และไฮไลท์ของรุ่นนี้อยู่ที่ความสวยงามของพื้นผิวหน้าปัด Meteorite หรืออุกกาบาตของจริง ! เกิดจากหินอุกกาบาตชนิดอุกกาบาตโลหะ ที่มีองค์ประกอบของธาตุเหล็กและนิกเกิลซึ่งไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่บนโลกได้ เป็นเศษวัสดุจากนอกโลกที่มีอายุหลายล้านปี โดยทาง Rolex ได้มีการนำมาแปรรูปและออกแบบเรือนเวลารุ่นนี้ได้อย่างมีมิติ น่าค้นหาด้วยการร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ คัดเลือกเอาเฉพาะส่วนของอุกกาบาตที่มีลวดลายสวยงาม และมีพื้นผิวสะท้อนแสง นำมาตัดและเจียรเป็นแผ่นบางๆ และผ่านกรรมวิธีทางเคมี เพื่อให้เห็นโครงสร้างและลวดลายภายในแบบผลึกเส้นที่ผสานพันกันอย่างสวยงาม ซึ่งรูปแบบที่น่าสนใจเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า ‘Widmanstatten’ 

🌟Cosmograph Daytona Meteorite ซีรีย์ล่าสุดสำหรับปี 2021 นี้ เผยโฉมใน 3 รูปแบบ  ได้แก่

– White Gold 18K  Ref.116519LN

– Yellow Gold 18K Ref.116508  

– Everose Gold 18K Ref.116505

ทั้งสามรุ่นมาในตัวเรือนขนาด 40 มม. พอดีข้อมือ  ขอบ Bezel สลักสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) ลงบนเนื้อทองอย่างประณีต ยกเว้นรุ่นตัวเรือนทองขาว 18K ที่ประกบด้วยวงแหวนขอบตัวเรือน ‘Cerachrom’ (เซราครอม) สีดำ เคลือบชั้นผิวด้วยเทคนิค PVD เพื่อขับความมันเงาออกมาให้โดดเด่น ส่วนเม็ดมะยมติดตั้งระบบกันน้ำได้ 100 เมตร แบบ ‘Triple Lock’ เช่นเดียวกับปุ่มโครโนกราฟ และใช้คริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อนในการทำกระจกหน้าปัด ⌚️

ในส่วนของสายนาฬิกา สำหรับรุ่นตัวเรือน  18K Yellow และ Everose Gold ประกอบกับสาย ‘Oyster’ แบบ 3 ข้อ ส่วนรุ่นตัวเรือน 18K White Gold มาพร้อมสาย Oysterflex   โดยสายทั้ง 3 แบบติดตั้ง ‘Oysterlock’ และยังมีระบบ‘Easylink’   ปรับเพิ่มความยาวของสายได้อีกประมาณ 5.0 มม. 

ขับเคลื่อนด้วยกลไก Automatic Chronograph In-House Cal.4130 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานสูงสุด 72 ชั่วโมง พร้อมฟังก์ชั่นจับเวลาต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง ป้องกันสนามแม่เหล็กได้ด้วย Parachrom Hairspring และผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงในระดับ +/- 2 วินาที/วัน 

🗓วางจำหน่าย ภายในปี 2021 

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม rolex.com

Related Posts

สรุป 4 เทรนด์น่าสนใจ พร้อมส่องเรือนเวลาไฮไลท์ในงาน Watches & Wonders 2026

📈 สรุป 4 เทรนด์น่าสนใจ พร้อมส่องเรือนเวลาไฮไลท์ในงาน Watches & Wonders 2026 ที่ผ่านมากันครับ 1️⃣ กลับสู่ความคลาสสิกด้วยขนาดตัวเรือนที่เล็กลง กระแสนาฬิกาไซส์ใหญ่ที่เคยได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานเริ่มแผ่วลง ขณะที่ขนาด 36–39 mm กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ด้วยความลงตัวในการสวมใส่และภาพลักษณ์แบบ Quiet Luxury หนึ่งในรุ่นที่ถูกพูดถึงมากคือ Rolex Oyster Perpetual 36 “Jubilee Motif” Dial ซึ่งเปิดตัวเพื่อฉลอง 100 ปีของตัวเรือน Oyster โดยเพิ่มความสนุกด้วยหน้าปัดลายตัวอักษร ROLEX ไล่เฉดถึง 10 สี ขณะที่ Bvlgari Octo Finissimo 37mm เลือกย่อขนาดให้ลดลงเหลือ 37 mm พร้อมพัฒนากลไก Micro-rotor ใหม่ทั้งหมด เพื่อรักษาความบางอันเป็นเอกลักษณ์และเพิ่มความกระชับบนข้อมือ 2️⃣ หน้าปัดหินธรรมชาติกลับมาสร้างเสน่ห์อีกครั้ง ในยุคที่ผู้สะสมมองหาความแตกต่าง หน้าปัดหินธรรมชาติจึงได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะแต่ละเรือนมีลวดลายที่ไม่สามารถทำซ้ำได้ Piaget […]

Audemars Piguet Royal Oak Offshore “Black Ceramic”

ตำนานจากปี 1993 ถูกปลุกขึ้นอีกครั้งในลุค All Black ที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม การตีความดีไซน์ดั้งเดิมใหม่ที่ผ่านการใช้ Black Ceramic ทั้งตัวเรือนและสาย มอบลุคสปอร์ตหรูที่ทั้งน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และทนทานต่อรอยขีดข่วน ครบครันด้วยฟังก์ชัน Chronograph Flyback ขับเคลื่อนด้วยเครื่อง In-house Calibre 4404 พร้อมพลังงานสำรองสูงสุดถึง 70 ชั่วโมง หน้าปัด “Petite Tapisserie” โทนดำล้วน ตัดกับรายละเอียด White Gold อย่างลงตัว เพิ่มมิติ ความคมชัด และความหรูในทุกมุมมอง รุ่นนี้ถูกเปิดตัวในวาระครบรอบ “30 ปีแห่งความสำเร็จ” ของ Royal Oak Offshore นับตั้งแต่ปี 1993 กับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ถูกถ่ายทอดผ่านดีไซน์อันเป็นตำนานโดยวัสดุใหม่ ออกมาเป็นเรือนเวลาที่สวยงามและดุดันสุดๆครับ

🕰️ ความลับใต้ช่องหน้าต่าง: เจาะลึกตำนานนาฬิกา “ดิจิทัล” ที่ถือกำเนิดก่อนยุคไฟฟ้า

หลายคนเข้าใจว่า “นาฬิกาดิจิทัล” คือนวัตกรรมของศตวรรษที่ 20 แต่ในโลกของ เครื่องบอกเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) การอ่านเวลาด้วย “ตัวเลข” แทน “เข็ม” มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี นี่คือเรื่องราวของนาฬิกาแบบ Guichet (กิเชต์ – แปลว่าช่องหน้าต่าง) หรือที่นักสะสมรู้จักกันในชื่อ Jumping Hour 🌑 จุดเริ่มต้นที่แสนเงียบสงบ (ปี 1656) ข้อมูลจาก Revolution Watch เผยว่า รากฐานของนาฬิกาประเภทนี้ย้อนไปไกลถึงปี 1656 เมื่อพี่น้องตระกูล Campani ได้รับคำสั่งพิเศษจากพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 7 ท่านทรงต้องการนาฬิกาที่ “เงียบสนิท” เพื่อไม่ให้รบกวนการบรรทม ผลลัพธ์คือนาฬิกา “Wandering Hour” เรือนแรกที่ใช้ตะเกียงน้ำมันส่องสว่างตัวเลขที่หมุนวนอยู่ภายใน ทำให้มองเห็นเวลาได้ในที่มืดโดยไม่มีเสียงเข็มเดินรบกวน นี่คือ DNA แรกที่ส่งต่อมายังนาฬิกาสุดล้ำอย่าง Urwerk ในปัจจุบัน 📜 ยุคแห่งการลองผิดลองถูก (1700s – 1880s) […]